สินค้าในคลังขาดหายไปจะถือว่าลูกจ้าง ผู้จัดการคลังสินค้าต้องรับผิดต่อนายจ้างในทุกกรณีไปหรือไม่

สินค้าในคลังสินค้าของนายจ้างขาดหายไปจะถือว่าลูกจ้าง ผู้จัดการคลังสินค้าต้องรับผิดต่อนายจ้างในทุกกรณีไปหรือไม่ ?

คำตอบ ไม่ต้องรับผิดในทุกกรณี เช่นคดีตัวอย่างคดีหนึ่ง

ลูกจ้างเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้า เมื่อเมษายน 2547 ค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท และค่าตำแหน่งจ่ายประจำเดือนละ 1,500 บาท นายจ้างเรียกรับเงินประกันความเสียหายการทำงานไว้ 12,000 บาท

ต่อมา วันที่ 22 มิถุนายน 2548 นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างอ้างว่ามีสินค้าในคลังสินค้าสูญหายไปจำนวนมาก คิดเป็นเงิน 965,381 บาท และ ลูกจ้างไม่รายงานให้นายจ้างทราบ อันเป็นการทำหน้าที่โดยทุจริตหรือจงใจหรือประมาททำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และขอหักเงินประกันความเสียหายไว้ 2,000 บาทเพื่อชดใช้ความเสียหายของสินค้า

หากฟังข้อเท็จจริงว่า สินค้าที่ขาดหายไปนั้นมิได้เกิดขึ้นในระหว่างที่ลูกจ้างดำรงตำแหน่งผู้จัดการ แต่หายไปก่อนที่ลูกจ้างมารับตำแหน่ง และก่อนลูกจ้างมารับตำแหน่งนายจ้างก็ไม่ได้ตรวจสอบสินค้าว่าขาดหายไปเท่าใดให้ลูกจ้างได้ทราบ

กรณีเช่นนี้ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินประกันการทำงาน พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ เพียงใด?

กรณีดังกล่าวเมื่อข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่ขาดหายเกิดขึ้น ในระหว่างที่ลูกจ้างดำรงตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้า จึงถือว่าลูกจ้างมิได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้าง ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม ม.119(2) แห่งพรบ.คุ้มครองแรงงานฯ

นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามม. 118


โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท รวมกับเงินค่าตำแหน่ง 1,500 บาท เพราะเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5

ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ประจำปี นายจ้างต้องจ่ายจำนวน 9 วัน เพราะลูกจ้างมิได้กระทำความผิดตาม ม.119  ตามม.67 โดยเป็นวันหยุดฯที่สะสม 6 วัน และในปีที่เลิกจ้าง 3 วัน (นายจ้างอ้างว่าจ่ายเพียง 6 วันเพราะปีที่ 2 ลูกจ้างทำงานยังไม่ครบ 1 ปี) 

ส่วนเงินประกันก็ต้องคืนให้ลูกจ้างทั้งหมด ตามม.10 เพราะเมื่อฟังไม่ชัดว่าลูกจ้างได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด ความเสียหายของสินค้าจึงไม่แน่ชัดว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของลูกจ้างหรือไม่ นายจ้างจึงไม่อาจนำเงินประกันการทำงาน นั้น มาชดใช้ความเสียหายได้ นายจ้างจึงต้องคืนเงินประกันให้ลูกจ้าง

และนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดในเงินทั้ง 3 จำนวนข้างต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตาม ม.9 ว 1  เทียบฎีกาที่ 1838/2554

 

สรุป คดีนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการกระทำระหว่างที่ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง จึงไม่ถือว่าว่าลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหาย ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างกระทำ และผล นั่นเอง

คดีในทำนองนี้เกิดขึ้นมากในกิจการคลังสินค้า ค้าปลีก ค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า ก่อนเข้าทำงาน นายจ้างควรตรวจสอบสินค้าในคลังในสต้อกสินค้า หรือในบัญชีให้ลูกจ้างทราบด้วย และลูกจ้างก็ควรจะตรวจสอบว่ามีสินค้าจริงหรือไม่ เพราะมิอาจนายจ้างอาจให้ลูกจ้างรับผิดชอบในหว่างการทำงาน หรือตอนที้นายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก และเป็นปัญหาโต้แย้งกันว่าลูกจ้างต้องรับผิดชอบหรือไม่ เช่นในคดีนี้ และอาจเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกันด้วย หากมีการประกันด้วยบุคคล

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัด ชั้น 2 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300
โทรศัพท์/โทรสาร 053 890 472     อีเมล์ chiangmai@labour.mail.go.th